นักบริหารในฐานะครูและโค้ช

ในการพัฒนาทรัพยากรบุคคล นักบริหารในระดับต่างๆ ถือได้ว่าเป็นบุคคลที่มีความสำคัญที่สุดในฐานะผู้รับผิดชอบโดยตรงต่อการสร้างให้มีและการดึงเอาความรู้ความสามารถของบุคลากรในทีมงานที่ตนเองเป็นผู้นำอยู่ ออกมาใช้เพื่อให้งานบรรลุเป้าหมายตามที่ต้องการ ซึ่งนักบริหารสามารถแสดงบทบาทดังกล่าวได้โดยการเป็นครู และการเป็นผู้ฝึกสอน (coach) ในทีมงานของตนเอง

บทบาทของการเป็นครูหรือผู้ให้ความรู้ เป็นภาระในการสอนงานของนักบริหารซึ่งถือได้ว่าเป็นหน้าที่หลักประการหนึ่งในการบริหารงาน เพราะงานต่างๆ ภายในหน่วยงานหนึ่งๆ บุคคลที่จะรู้และมีความเชี่ยวชาญมากที่สุดก็คือตัวของนักบริหารนั่นเอง เพราะฉะนั้นนักบริหารจะต้องมีทักษะในการสอนงาน เพื่อถ่ายทอดความรู้ความเชี่ยวชาญของเราไปสู่บุคคลอื่นๆ ในทีมงาน ซึ่งหลักการโดยทั่วไปของการสอนงานก็คือ การที่เราบอกให้เขารู้ ให้เขาลงมือปฏิบัติจริง เพื่อให้เราดูว่าเขาเข้าใจจริงแค่ไหน จากนั้นก็ให้คำแนะนำเพื่อแก้ไขจากสิ่งที่เขาลองปฏิบัติจริงให้ดู และการติดตามการลงมือทำจริงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการสอนงานอย่างเป็นระบบเช่นนี้จะส่งผลต่อการเกิดความรู้และทักษะใหม่แก่บุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในยุคปัจจุบัน รูปแบบการพัฒนาบุคลากรซึ่งมีการใช้เป็นปกติในวงการกีฬาได้ถูกนำมาใช้ในการบริหารองค์กร นั่นคือการใช้รูปแบบผู้ฝึกสอน (coaching) ซึ่งหากเราสังเกตในวงการกีฬาจะพบว่า ผู้ฝึกสอน หรือ coach จะไม่ได้เป็นบุคคลที่เชี่ยวชาญหรือเก่งกว่านักกีฬา แต่จะทำหน้าที่อะไรบางอย่างที่ไม่ใช่การสอนความรู้ทางเทคนิค แต่เป็นสิ่งที่นักกีฬาทุกระดับต้องการโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักกีฬาในระดับโลก ซึ่งจะมีผู้ฝึกสอนประจำตัว เพราะฉะนั้นการเป็นผู้ฝึกสอน (coaching) จึงไม่ใช่การทำหน้าที่ของครูซึ่งเป็นผู้ให้ความรู้ใหม่ในรูปแบบของการสอนงานหรือการฝึกอบรมโดยปกติ แต่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งการทำความเข้าใจในความ แตกต่างดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นต่อการประยุกต์ใช้เทคนิคทั้งสองอย่างนี้ได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

ผู้ฝึกสอนหรือ coach หมายถึงผู้ที่ให้การส่งเสริม สนับสนุนให้บุคคลได้ใช้ความรู้และทักษะที่เขามีอยู่แล้วได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผู้ฝึกสอนจะไม่ได้ทำหน้าที่สอนหรือฝึกอบรมเพื่อให้ความรู้ใหม่ แต่จะช่วยให้บุคคลได้เข้าใจและประยุกต์ใช้ความรู้ที่เขามีอยู่แล้ว เพื่อให้เขาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผู้ฝึกสอนจะมองหาสิ่งที่ดีของบุคคลที่เขามีอยู่แล้ว และให้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาปรับปรุง ทั้งนี้การใช้รูปแบบของผู้ฝึกสอนหรือ coaching จะประกอบไปด้วยขั้นตอนย่อยๆ เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องดังนี้

1)การตกลงเพื่อเห็นชอบร่วมกันระหว่างผู้ฝึกสอนกับผู้ที่เข้ารับการฝึกในเรื่องเป้าหมายของการฝึกสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความพร้อมในการรับรู้ข้อมูลอย่างเปิดใจซึ่งผู้ฝึกสอนจะสะท้อนให้อย่างตรงไปตรงมา

2)การสร้างความตระหนัก เพื่อให้ ผู้ปฏิบัติงานได้ทราบอย่างชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้นจากการที่เขาปฏิบัติงานจริง เป็นการสะท้อนให้เห็นผลการปฏิบัติงานอย่างตรงไปตรงมา โดยผู้ฝึกสอนจะทำหน้าที่เหมือนกระจกเงาที่สะท้อนภาพความเป็นจริงในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น โดยไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ

3)การวิเคราะห์ปัญหาและค้นหาทางเลือกในการทำงานใหม่ๆ โดยการสนทนาแลกเปลี่ยนกันระหว่างผู้ปฏิบัติงานและ ผู้ฝึกสอน เพื่อประเมินหาวิธีการทำงานที่แตกต่างไปจากเดิมเพื่อการปรับปรุงผลงานให้ดียิ่งขึ้น

4)การลงมือปฏิบัติ โดยผู้ปฏิบัติจะต้องทราบสิ่งที่ถูกคาดหวังจากผู้ฝึกสอนอย่างชัดเจน เป็นกระบวนการต่อเนื่องหลังจากที่ได้ทำการสนทนาแลกเปลี่ยนและค้นหาทางเลือกที่ดีกว่าแล้ว รวมถึงการกำหนดสิ่งคาดหวังใหม่จากทางเลือกใหม่ที่ร่วมกันกำหนด

5)การประเมินผล โดยผู้ฝึกสอนทำการประเมินผลเพื่อการปรับปรุงและให้กำลังใจ รวมถึงการให้ข้อมูลย้อนกลับเชิงบวกโดยไม่ใช้การวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานได้ทราบข้อเท็จจริงของสิ่งที่เป็นผลงานของตนเปรียบเทียบกับสิ่งที่คาดหวังไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งจะส่งผลต่อการปรับปรุงแก้ไขและสร้างกำลังใจในการทำงานให้เกิดขึ้นในตัวผู้ปฏิบัติ เพราะเขาจะได้รับการเสริมแรงในทางบวกจากผู้ฝึกสอน หรือ coach ตลอดเวลา

ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า บทบาทในฐานะ ผู้ฝึกสอน (coach) จะเป็นบทบาทที่ต่อเนื่องมาจากบทบาทของครูซึ่งทำหน้าที่ในการให้ความรู้ใหม่ๆ ซึ่งเมื่อบุคคลได้รับความรู้ใหม่เข้าไปแล้ว นักบริหารเองก็จะต้องสวมบทบาทของการเป็นผู้ฝึกสอน (coach) ในการติดตามสะท้อนผลงาน ร่วมหารือเพื่อปรับปรุงแก้ไข ให้กำลังใจ ปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึก เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานได้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากพวกเขาจะได้ทั้งความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆ จากครู รวมถึงภาพสะท้อนกลับอย่างตรงไปตรงมาและการให้กำลังใจจากผู้ฝึกสอน ซึ่งบทบาททั้งสองนี้จะดำรงอยู่ในบุคคลคนเดียวกันก็คือนักบริหารนั่นเอง ซึ่งการเข้าใจถึงความแตกต่างและความต่อเนื่องของการสอนงานและการทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอน จะทำให้ นักบริหารสามารถแสดงบทบาทในการพัฒนาบุคลากรภายในทีมงานของตนเองได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพสูงสุด

Continue Reading