• โลกของเราในสายตาอารยธรรมอื่น มุมมองจากผู้สังเกตการณ์แห่งจักรวาล

    โลกของเราในสายตาอารยธรรมอื่น มุมมองจากผู้สังเกตการณ์แห่งจักรวาล

    เมื่อจินตนาการถึง “อารยธรรมอื่น” ที่อาจดำรงอยู่ท่ามกลางความกว้างใหญ่ของเอกภพ เรามักตั้งคำถามว่า หากพวกเขามองมายังโลกของเรา เขาจะเห็นอะไร? โลกที่เต็มไปด้วยความงดงาม ความขัดแย้ง ความซับซ้อน

    และการเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด จะถูกตีความเช่นไรจากสายตาที่ไม่ใช่มนุษย์สายตาที่มาจากสังคมที่อาจก้าวล้ำทางเทคโนโลยีหรือมีวิถีชีวิตที่ต่างออกไปอย่างสุดขั้ว

     

    สำหรับอารยธรรมที่พัฒนาเหนือกว่า การมองโลกจากระยะหลายปีแสงอาจทำให้พวกเขาเห็นเพียงดาวเคราะห์สีน้ำเงินใบเล็กที่ห่อหุ้มด้วยชั้นบรรยากาศบางเบา พวกเขาอาจตรวจพบสัญญาณของชีวิตผ่านองค์ประกอบทางเคมี เช่น ออกซิเจนหรือมีเทนในชั้นบรรยากาศ

    แต่ที่เหนือกว่านั้นคืออาจค้นพบสัญญาณของอารยธรรม เช่น คลื่นวิทยุที่มนุษย์ส่งออกไปในช่วงร้อยปีที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้อาจเป็น “เสียงสะท้อน” แรกที่บอกพวกเขาว่า โลกนี้ไม่ได้ว่างเปล่า

     

    แต่หากอารยธรรมเหล่านั้นมีวิธีการสังเกตลึกซึ้งยิ่งขึ้น หรือหากพวกเขาเคยมาเยือนโลกก่อนหน้า พวกเขาอาจเห็นโลกเป็นเวทีแห่งวิวัฒนาการตั้งแต่สมัยจุลินทรีย์แรกปรากฏตัว

    ไปจนถึงยุคที่เผ่าพันธุ์หนึ่งเรียนรู้การสร้างภาษา การเพาะปลูก การเดินเรือ และท้ายที่สุดคือการสร้างเมืองอันยิ่งใหญ่ การปล่อยยานอวกาศ และการพัฒนาเครื่องมือสื่อสารเชื่อมโลกทั้งใบ

    ในสายตาอารยธรรมที่ฉลาดและยืนยาวกว่ามนุษย์หลายหมื่นปี โลกอาจถูกมองว่าเป็น “อารยธรรมวัยเยาว์” ที่เพิ่งเริ่มก้าวแรกของการเข้าใจเอกภพ พวกเขาอาจเห็นความวุ่นวายของมนุษย์สงคราม ความขัดแย้ง

    การทำลายสิ่งแวดล้อมเป็นสัญญาณของสังคมที่ยังเติบโตไม่เต็มที่ ขณะเดียวกันพวกเขาก็อาจชื่นชมความงามของศิลปะ วัฒนธรรม ความเมตตา และความสามารถของมนุษย์ในการสร้างสรรค์สิ่งงดงามจากจินตนาการ

     

    อารยธรรมที่เน้นสันติอาจมองมนุษย์ด้วยความสงสารปนความหวัง เห็นเผ่าพันธุ์ที่ยังดิ้นรนเพื่อสมดุลระหว่างความเจริญและธรรมชาติ ส่วนอารยธรรมที่เน้นตรรกะอาจมองเราเป็นกรณีศึกษาเผ่าพันธุ์ที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อว่าจะทำลายโลกของตนเองหรือจะเรียนรู้วิธีฟื้นฟูดาวบ้านเกิด

     

    บางอารยธรรมอาจมองโลกเป็น “จุดของการทดลองทางวิวัฒนาการ” ในจักรวาลที่กว้างใหญ่ โดยเปรียบการจัดระเบียบสังคมและเทคโนโลยีของมนุษย์เป็นขั้นหนึ่งของการเติบโตทางจักรวาล

    ขณะที่อีกฝ่ายอาจมองโลกเป็นแรงบันดาลใจสถานที่ที่ชีวิตสามารถเกิดขึ้นได้แม้ในสภาพแวดล้อมธรรมดา ไม่ได้พิเศษแบบดาวยักษ์หรือหลุมดำลึกลับ

     

    แต่ไม่ว่าสายตาใดจะมอง โลกของเรายังคงเป็นสิ่งพิเศษในแบบของมันเองดาวเคราะห์ที่เต็มไปด้วยน้ำ ท้องฟ้าที่เปลี่ยนสีตามฤดูกาล ภูมิประเทศที่หลากหลาย และสิ่งมีชีวิตที่มีทั้งความเปราะบางและความแข็งแกร่ง

    อารยธรรมอื่นอาจมองเห็นโลกเป็นบ้านที่มีศักยภาพ ความงดงาม และบทเรียนมากมาย ทั้งสำหรับมนุษย์เองและสำหรับผู้สังเกตการณ์ในห้วงอวกาศ

     

     

    ได้รับการสนับสนุนโดย  Hoiana Casino

  • ถ้าโลกนี้ “ไม่มีแรงโน้มถ่วง” เป็นเวลา 5 นาที… โลกจะเป็นอย่างไร? 

    ถ้าโลกนี้ “ไม่มีแรงโน้มถ่วง” เป็นเวลา 5 นาที… โลกจะเป็นอย่างไร? 

    ถ้าโลกนี้ “ไม่มีแรงโน้มถ่วง” เป็นเวลา 5 นาที… โลกจะเป็นอย่างไร? 

    แรงโน้มถ่วงเป็นพลังพื้นฐานที่คอยดึงทุกสิ่งบนโลกไว้ด้วยกัน ทั้งมนุษย์ สิ่งของ น้ำในทะเล รวมถึงชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลกอยู่ หากวันหนึ่งแรงโน้มถ่วงหายไป เพียง 5 นาทีผลลัพธ์จะรุนแรงกว่าที่หลายคนคาดคิดอย่างมหาศาล

    เพราะมันไม่ใช่แค่การ “ลอยตัวสนุก ๆ” แบบในอวกาศ แต่คือเหตุการณ์ระดับโลกที่กระทบต่อโครงสร้างชีวิตของโลกทั้งหมดทันที

     

    วินาทีที่ 0–10: ทุกสิ่งเริ่มลอยขึ้นพร้อมกัน

    • ทันทีที่แรงโน้มถ่วงหยุดทำงาน สิ่งแรกที่เกิดขึ้นคือทุกสิ่งที่ไม่ถูกยึดติดอย่างแน่นหนาจะ “ลอยขึ้น” พร้อมกันในแนวตั้งขึ้นสู่ท้องฟ้า
    • มนุษย์ สัตว์ วัตถุ เฟอร์นิเจอร์ รถยนต์บนถนนล้วนถูกยกตัวขึ้น
    • น้ำในแก้ว ทะเลสาบ แม่น้ำ กระเด็นขึ้นเป็นหยดวงใหญ่
    •  ฝุ่นละออง เศษดิน หินเม็ดเล็ก ๆ ลอยฟุ้งไปทั่ว ทำให้ทัศนวิสัยลดลงอย่างมาก
    • เครื่องบินที่กำลังบินจะไม่ตก แต่จะ “ลอยออกจากเส้นทาง” จนควบคุมลำบาก เนื่องจากไม่มีแรงดึงของโลกคอยรักษาทิศทาง

     

    วินาทีที่ 10–60: ชั้นบรรยากาศเริ่มหลุดออกอย่างรวดเร็ว

    • แรงโน้มถ่วงไม่ใช่แค่ดึงเราไว้กับพื้นมันยังดึง “อากาศ” ไว้ด้วย  หากแรงโน้มถ่วงหายไป อากาศทุกชั้นในบรรยากาศจะเริ่มขยายตัวและลอยออกไปในอวกาศ
    • แม้จะเป็นเพียงไม่กี่นาที แต่ผลลัพธ์เริ่มเห็นได้ทันที:
    •  ผู้คนเริ่มหายใจลำบากเพราะความกดอากาศลดลง
    •  ลมแรงผิดปกติพัดพาอากาศออกจากพื้นโลก
    •  อุณหภูมิเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว
    • อากาศที่หายไปแม้เพียงเล็กน้อยก็เพียงพอทำให้มนุษย์ขาดออกซิเจนจนหมดสติได้ภายในไม่กี่สิบวินาที

     

    นาทีที่ 1–3: น้ำในมหาสมุทรเริ่ม “ลอยเป็นก้อนยักษ์”

    • ทะเลทั้งผืนจะไม่อยู่ในรูปแบบผิวน้ำอีกต่อไป แต่จะลอยขึ้นเป็นมวลน้ำขนาดมหึมาเหมือน “ก้อนเมฆน้ำ” ที่ไร้รูปร่าง
    •  เรือขนาดใหญ่ลอยขึ้นไปพร้อมกับน้ำ
    • สัตว์ทะเลถูกยกขึ้นเหมือนปลาในน้ำหนักศูนย์
    •  เมฆฝนปกติกลายเป็นหยดน้ำก้อนใหญ่ ๆ ที่รวมตัวกันอย่างไม่เป็นระเบียบ
    • เพียงเท่านี้ก็เพียงพอสร้างความปั่นป่วนระดับโลกอย่างรุนแรงมาก

     

    นาทีที่ 3–5: โลกเข้าสู่สภาพใกล้สูญพันธุ์

    • เมื่อเวลาผ่านมาถึงช่วงท้ายของ 5 นาที ผลกระทบจะรุนแรงถึงขั้น “เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล” แม้แรงโน้มถ่วงจะกลับมาในภายหลังก็ตาม
    • วัตถุที่ลอยขึ้นสูงจะตกลงมาที่พื้นด้วยแรงมหาศาลเมื่อแรงโน้มถ่วงกลับมา
    •  ก้อนน้ำยักษ์มหาสมุทรจะทิ้งตัวลงกลายเป็น “ซุปเปอร์สึนามิ” ขนาดยักษ์ทั่วโลก
    •  เครื่องบิน ดาวเทียม และวัตถุที่ลอยสูงจะพุ่งกลับมาเหมือนอุกกาบาต
    •  ผู้คนจำนวนมากจะได้รับผลกระทบจากแรงตกกระแทก สภาพอากาศที่เปลี่ยนไป และความปั่นป่วนของพื้นทะเล
    • แม้จะเป็นเหตุการณ์สั้นเพียง 5 นาที แต่ผลกระทบจะทำให้โลกเสียหายคล้ายถูกถล่มด้วยภัยพิบัติระดับดาวเคราะห์

     

    ได้รับการสนับสนุนโดย  hoiana

  • ข้อมูลเกี่ยวกับศิลปะและวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่นในยุค ซายน์ 

    เชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับยุค ซายน์ ของประเทศญี่ปุ่น เพราะเป็นยุคที่มีความเก่าแก่เป็นอย่างมาก 

    ศิลปะในยุค-ซายน์ (Heian period) ของประเทศญี่ปุ่นเป็นยุคที่เกิดขึ้นระหว่างปี  (794-1185 ) เป็นยุคที่มีการพัฒนาทางวัฒนธรรมและศิลปะอย่างสำคัญ ซึ่งมีลักษณะเป็นพื้นฐานของวัฒนธรรมญี่ปุ่นในภายหลังด้วยเช่นกัน

     

    ด้าน ศิลปะ

    1. อุทยาน: การสร้างอุทยานเป็นสิ่งที่มีความสำคัญในยุคนี้ โดยมีลักษณะที่เน้นความงดงามและความสง่างามของธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น อุทยานคิยอตัะมานะ (Kiyomizu-dera) และ อุทยานซินจุกุ (Shinjuku Gyoen) ที่ยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน
    2. อุทกภัย: การเขียนหรือวาดภาพที่อุทยานเป็นสิ่งที่มีความนิยมในยุคนี้ เช่น หนังสือมังกร (The Tale of Genji) ซึ่งเป็นหนังสือชิ้นหนึ่งที่มีความสำคัญและมีผลกระทบในวรรณกรรมโลก

     

    ยุคเอโดะ (Edo period) เป็นยุคที่สัมพันธ์กับการปกครองของตระกูลโทโกกะวัง (Tokugawa shogunate) ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ปี 1603 จนถึงปี 1868 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สำคัญของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมญี่ปุ่น ในยุคนี้มีประเพณีและวัฒนธรรมที่มีความเฉพาะเจาะจงอย่างมาก ดังนี้:

    1. สังคมศาสนาและวัฒนธรรม: ในยุคเอโดะมีการสร้างพื้นฐานของสังคมศาสนาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นในรูปแบบที่เราเรียกว่า “บุชิโด” (Bushi-do) หรือจริยธรรมของนักรบ มันเกิดขึ้นจากการผสมผสานระหว่างศาสนาชินโต (Shinto) และศาสนาบุดดิสต์ (Buddhism) ซึ่งส่งผลให้เกิดความเชื่อและปฏิบัติทางศาสนาที่มีผลต่อวัฒนธรรมของญี่ปุ่น
    2. ศิลปะ: ในยุคเอโดะมีการพัฒนาศิลปะอย่างมาก โดยเฉพาะการปั้นดินเผา (ceramics) และอุตสาหกรรมศิลปะอื่น ๆ เช่น การปั้นซุปรา (supara)

     

    สำหรับประเพณีและประเพณีทางวัฒนธรรมมากมายที่มีความสำคัญและเป็นที่นับถือของคนญี่ปุ่น. ซึ่งเราจะมีการยกตัวอย่างมาให้ทราบบางประเพณีที่มีขึ้นในยุคเอโดะได้แก่:

    1. โอบอน (O-bon): เป็นงานสารทูตทางศาสนาที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงวันที่ผู้รักษาการบูชาได้เสด็จสู่สวรรคาลัย มักจัดขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคมของปีทางญี่ปุ่น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนมักจะกลับไปยังบ้านเกิดเพื่อเทศนาในพื้นที่ศาสนา.
    2. โอชวะ (Oshogatsu): เป็นการฉลองวันปีใหม่ในประเทศญี่ปุ่น ที่จัดขึ้นในช่วงเดือนมกราคม ครอบครัวมักจะรวมตัวกันและทำพิธีล้างคลื่นบูชาเพื่อต้อนรับปีใหม่.
    3. ฮินามัตะ (Hinamatsuri): เป็นงานเฉลิมพระเกียรติสำหรับเด็กสาวที่จัดขึ้นในวันที่ 3 มีนาคมของทุกปี โดยมักจะวางบุคคลฉายาออกเป็นของขวัญและรำลึกถึงความรักและความสุขของเด็กผู้หญิงในครอบครัว.
    4. ชิจิมิ (Shichimi): เป็นการทำแหล่งดังในญี่ปุ่นที่มีต้นกำเนิดมาจากปี อันนา (Edo Period)

    นอกจากนี้ยังมีประเพณีอื่นอื่นอีกมากมาย ซึ่งสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมผ่านทาง Google

     

     

    ได้รับการสนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟังราคาถูก

  • ประวัติปราสาทบ้านพลวง

    ประวัติปราสาทบ้านพลวง

    ปราสาทบ้านพลวงเป็นโบราณสถานที่สำคัญของจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งมีความสำคัญทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และทางวัฒนธรรม เป็นปราสาทหินที่มีอายุประมาณพันปี

    โดยมีลักษณะสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นและเชื่อมโยงกับอาณาจักรขอมในช่วงยุคศตวรรษที่ 11-12 ปราสาทนี้ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่สำคัญของสถาปัตยกรรมขอมที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะขอมในยุคคลาสสิค

     

    ปราสาทบ้านพลวงตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านพลวง อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 150 กิโลเมตร ปราสาทนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 หรือประมาณศตวรรษที่ 11-12

    โดยมีการใช้ศิลปะขอมที่ได้รับอิทธิพลจากขอมในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปราสาทบ้านพลวงจึงเป็นอีกหนึ่งสถาปัตยกรรมที่สะท้อนถึงพัฒนาการทางสถาปัตยกรรมของอาณาจักรขอมในช่วงเวลานั้น

     

    การสร้างปราสาทบ้านพลวงมีจุดประสงค์เพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาฮินดูและการบูชาเทพเจ้าต่างๆ โดยเฉพาะพระศิวะ ซึ่งเป็นเทพเจ้าหลักในศาสนาฮินดู การก่อสร้างปราสาทบ้านพลวงใช้หินทรายในการสร้าง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีการก่อสร้างที่มีความประณีตและทักษะทางสถาปัตยกรรมที่สูงส่งในสมัยนั้น

     

     

    ลักษณะทางสถาปัตยกรรม

    ปราสาทบ้านพลวงเป็นปราสาทขอมแบบฮินดูที่มีลักษณะสถาปัตยกรรมที่สวยงาม โดยประกอบไปด้วยองค์ปราสาทหลักที่มีการตกแต่งด้วยประติมากรรมและการแกะสลักหินที่มีลวดลายสวยงาม ซึ่งสะท้อนถึงอิทธิพลของศิลปะขอมในสมัยนั้น รูปแบบสถาปัตยกรรมของปราสาทบ้านพลวงมีความคล้ายคลึงกับปราสาทอื่นๆ ในภูมิภาคอีสานและภาคกลางของประเทศไทย ที่สร้างขึ้นในยุคเดียวกัน เช่น ปราสาทพระขาวและปราสาทหินพิมาย

     

    ปราสาทนี้มีการตกแต่งด้วยภาพแกะสลักของพระศิวะและเทพเจ้าฮินดูอื่นๆ ซึ่งแสดงถึงการบูชาเทพเจ้าผ่านงานศิลปะและประติมากรรม รวมถึงการใช้เส้นสายในการสร้างลวดลายที่มีความประณีตและบ่งบอกถึงความเชื่อในเทพเจ้าฮินดู

     

    การค้นพบและการบูรณะ

    ปราสาทบ้านพลวงได้รับการค้นพบในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยนักโบราณคดีและนักสำรวจจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ หลังจากนั้นมีการบูรณะเพื่อรักษาความสมบูรณ์ของโบราณสถานแห่งนี้ โดยกรมศิลปากรได้มีการฟื้นฟูปราสาทบ้านพลวงเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าชมและเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมของอาณาจักรขอม

    ในปัจจุบัน ปราสาทบ้านพลวงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่สนใจในสถาปัตยกรรมขอมและประวัติศาสตร์ของอาณาจักรขอม

     

    ความสำคัญทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์

    ปราสาทบ้านพลวงเป็นหนึ่งในโบราณสถานที่สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของอาณาจักรขอมที่มีต่อดินแดนภาคตะวันออกของประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านสถาปัตยกรรมและศิลปวัฒนธรรมที่มีความเชื่อมโยงกับศาสนาฮินดู การศึกษาปราสาทบ้านพลวงจึงไม่เพียงแต่เป็นการศึกษาประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังช่วยให้เราเข้าใจถึงการผสมผสานของศิลปะและศาสนาในยุคขอมที่มีอิทธิพลต่อภูมิภาคนี้

     

    ด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม ปราสาทบ้านพลวงจึงเป็นโบราณสถานที่ควรค่าแก่การศึกษาและอนุรักษ์ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้และเข้าใจถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของอาณาจักรขอมและการพัฒนาของสถาปัตยกรรมในภูมิภาคนี้

     

    สนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง

  • แนะนำสถานที่ทำบุญขอพรที่เยาวราช 

    แนะนำสถานที่ทำบุญขอพรที่เยาวราช 

     

          สำหรับสถานที่ที่เราจะพาไปรู้จักกันในครั้งนี้เป็นสถานที่ที่ผู้คนมักจะเดินทางไปทำบุญและขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับชีวิตซึ่งจะเป็นสถานที่ที่ก่อสร้างอยู่แถวบริเวณถนนเยาวราช  มีสถานที่ไหนบ้างที่ได้รับความนิยมจากบรรดานักท่องเที่ยวเรามาดูกัน

           เจ้าแม่กวนอิมที่มูลนิธิเทียนฟ้า  

              สำหรับสถานที่แห่งนี้นั้นเป็นสถานที่ที่มีการอัญเชิญเจ้าแม่กวนอิมมาประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิมที่มีการอัญเชิญมานั้นอัญเชิญมาจากประเทศจีนและถูกอัญเชิญมาตั้งแต่ช่วงประมาณปีพ.ศ 2501 ด้วยสถานที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาเป็นมูลนิธิแห่งแรกในประเทศไทยอีกด้วย

    ซึ่งสำหรับไทยที่นับถือเจ้าแม่กวนอิมก็สามารถไปกราบไหว้ขอพรได้เนื่องจากเจ้าแม่กวนอิมองค์นี้นั้นมีอายุเก่าแก่ประมาณ 800-900 ปีมาแล้วถูกสร้างขึ้นมาจากไม้และนำมาแกะสลักโดยระบุว่าเจ้าแม่กวนอิมที่ประดิษฐานอยู่ที่มูลนิธิเทียนฟ้าแห่งนี้นั้นใช้ศิลปะยุคราชวงศ์ถังในการแกะสลัก แต่ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงยุคราชวงศ์ซ่ง

     

             ศาลเจ้าแม่กวนอิมฉื่อปุยเนี่ยเนี้ย  หรือ อาเนี้ยเก็ง  สำหรับการเจ้าแห่งนี้นับว่าเป็นศาลเจ้าที่มีความเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของเขตเยาวราชเลยก็ว่าได้ซึ่งที่นี่ผู้คนต่างก็พากันเดินทาง

    เพื่อมาขอพรและสักการะเจ้าแม่กวนอิมเจ้าแม่กวนอิมที่อยู่ที่ศาลเจ้าแห่งนี้นั้นเป็นปางประทานพรนั่งบนดอกบัว  ซึ่งชาวบ้านต่างก็ช่วยกันว่าจะช่วยขจัดปัดเป่าสิ่งที่ไม่ดีสิ่งที่เป็นอัปมงคลให้กับคนที่มาขอพร 

     

             ศาลเจ้าแม่ประดู่  สำหรับสถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่แถวบริเวณตลาดเก่าซึ่งศาลเจ้าแม่ประดู่นี้มีอายุมากกว่า 170 ปีแล้วโดยชาวบ้านที่มาสักการะขอพรก็มักจะมาขอเกี่ยวกับเรื่องราวของความรักโดยองค์เจ้าแม่นั้นสร้างขึ้นมาจากไม้ประดู่

     

              ศาลเจ้าสมาคมกวางตุ้ง สำหรับการเจ้าแห่งนี้เป็นศาลเจ้าของชาวจีนที่อพยพมาอยู่ประเทศไทยแล้วได้รวมตัวกันสร้างขึ้นมาโดยชาวจีนที่เดินทางมานั้นเดินทางมาจากมณฑลกวางตุ้งมาสร้างเป็นศาลเจ้าอยู่ที่เยาวราชซึ่งศาลเจ้าสมาคมกวางตุ้งนั้นจะมีที่เดียวในกรุงเทพฯคือที่เยาวราชเท่านั้น

     

             ศาลเจ้าเบ๊เอี๊ย สำหรับศาลเจ้าแห่งนี้เป็นอีกหนึ่งศาลเจ้าที่มีอายุเก่าแก่มากกว่า 130 ปีสำหรับใครที่นับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของจีนอย่างเช่นเจ้าพ่อกวนอูและเจ้าพ่อม้าแนะนำว่าควรจะต้องเดินทางมาที่ศาลเจ้าแห่งนี้

    เนื่องจากที่นี่นั้นเป็นอีกหนึ่งศาลเจ้าที่ชาวบ้านเชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์มากๆผู้คนมักจะนิยมเดินทางมาเพื่อสักการะเทพกวนอูกวนอูนั้นจะให้ศีลให้พรโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีความซื่อสัตย์สุจริตหากมาขอพรหน้าที่การงานก็เจริญก้าวหน้าและมีเจ้านายหรือบริวารที่ดีนั้นเอง 

     

     

    สนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟังราคาถูก

     

  • ประวัติและความเป็นมาของเทศกาลกุมภเมลา (Kumbh Mela)

    ประวัติและความเป็นมาของเทศกาลกุมภเมลา (Kumbh Mela)

     

    กุมภเมลา เป็นหนึ่งในเทศกาลทางศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจัดขึ้นในประเทศอินเดียทุกๆ 12 ปี เป็นการรวมตัวของนักบวชโยคีและผู้แสวงบุญชาวฮินดูจำนวนหลายล้านคน

    เพื่ออาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อที่ว่าการอาบน้ำในช่วงเทศกาลนี้จะช่วยชำระล้างบาปและนำพาไปสู่โมกษะ  หรือการหลุดพ้นจากวัฏจักรแห่งการเกิดและตาย  

     

    ต้นกำเนิดของเทศกาลกุมภเมลา

    เทศกาลกุมภเมลามีรากฐานมาจากตำนานใน คัมภีร์ปุราณะ  ของศาสนาฮินดู โดยมีเรื่องราวเกี่ยวกับ “การกวนเกษียรสมุทร” ซึ่งเป็นตำนานเกี่ยวกับการต่อสู้ระหว่างเทวดา  และอสูร  เพื่อแย่งชิงน้ำอมฤต (Amrita) ซึ่งเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่มอบความเป็นอมตะ  

     

    ตามตำนาน เมื่อพระวิษณุทรงนำหม้อที่บรรจุน้ำอมฤตขึ้นมา เทวดาและอสูรต่างต่อสู้กันเพื่อแย่งชิง น้ำอมฤตหยดลงยัง 4 สถานที่ บนโลก ซึ่งกลายเป็นสถานที่จัดงานเทศกาลกุมภเมลา ได้แก่:  

    1. หริทวาร ริมฝั่งแม่น้ำคงคา  
    2. อัลลาฮาบัด หรือ ปรยาคราช จุดบรรจบของแม่น้ำคงคา, แม่น้ำยมุนา และแม่น้ำสรัสวตี  
    3. อุชเชนริมฝั่งแม่น้ำศิประ  
    4. นาสิก ริมฝั่งแม่น้ำโคธาวารี  

    ตามความเชื่อของชาวฮินดู เทศกาลนี้จะจัดขึ้นเมื่อดวงดาวและตำแหน่งทางโหราศาสตร์สอดคล้องกับตำนานนี้ ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่มีพลังศักดิ์สิทธิ์มากที่สุด  

     

    ประวัติศาสตร์ของเทศกาลกุมภเมลา

    หลักฐานที่บันทึกไว้อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเทศกาลกุมภเมลาปรากฏในศตวรรษที่ 7 โดยนักเดินทางชาวจีนชื่อ พระถังซัมจั๋ง , หรือนักปราชญ์ฮินดูเรียกว่า Hiuen Tsang ได้บันทึกไว้ว่า มีพิธีกรรมใหญ่ในแม่น้ำที่มีผู้แสวงบุญจำนวนมากมารวมตัวกัน  

     

    เทศกาลนี้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเทศกาลสำคัญของศาสนาฮินดู ซึ่งดึงดูดผู้แสวงบุญหลายล้านคนมารวมตัวกันเพื่อแสดงศรัทธาต่อเทพเจ้า  

     

    ลักษณะของเทศกาลกุมภเมลา

    เทศกาลกุมภเมลาแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ตามระยะเวลาการจัดงาน ได้แก่:  

    1. มหากุมภเมลา จัดขึ้นทุก 144 ปีหรือทุก 12 รอบของกุมภเมลาปกติ ณ เมืองปรยาคราช
    2. กุมภเมลา จัดขึ้นทุก 12 ปี ในเมืองทั้ง 4 แห่งที่กล่าวมา  
    3. อรธกุมภเมลา จัดขึ้นทุก 6 ปี ที่เมืองหริทวารและปรยาคราช  
    4. มาฆะเมลา หรือ มินิกุมภเมลา – จัดขึ้นทุกปีที่เมืองปรยาคราชในช่วงเดือนมาฆะ (มกราคม-กุมภาพันธ์)  

     

    พิธีกรรมสำคัญในเทศกาลกุมภเมลา

    1. การอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ ถือเป็นพิธีกรรมหลักของเทศกาล ผู้แสวงบุญและนักบวชจะอาบน้ำในแม่น้ำเพื่อชำระบาป  
    2. การเดินขบวนของนักบวชโยคี นักบวชนาฆะซาทู (โยคีเปลือยกาย) จะเดินขบวนแสดงศรัทธา  
    3. การบูชาและการทำพิธีฮาวัน เป็นพิธีบูชาไฟศักดิ์สิทธิ์เพื่ออุทิศแด่เทพเจ้า  
    4. การบรรยายธรรม มีการเทศนาและบรรยายคำสอนทางศาสนาโดยนักปราชญ์  
    5. โยคะและสมาธิ – มีกิจกรรมโยคะและสมาธิที่ดึงดูดผู้แสวงบุญจากทั่วโลก  

     

    กุมภเมลาเป็นเทศกาลที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น”การรวมตัวของผู้คนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” โดยในปี 2019 มหากุมภเมลาที่เมืองปรยาคราชมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 150 ล้านคน  

     

    นอกจากแง่มุมทางศาสนาแล้ว เทศกาลนี้ยังเป็นโอกาสในการเผยแพร่วัฒนธรรมอินเดียให้แก่ชาวโลก และเป็นเวทีสำคัญสำหรับนักปราชญ์ โยคี และนักบวชในการเผยแผ่คำสอนทางจิตวิญญาณ 

     

    ผู้ส่งเสริมและสนับสนุนโดย    เครื่องช่วยฟัง