• ตำนานความเย่อหยิ่ง ลูซิเฟอร์ เทวทูตแห่งแสงผู้ล้มสู่ความมืด

    ในบรรดาบาปทั้งเจ็ดที่คริสต์ศาสนากล่าวถึง “ความเย่อหยิ่ง” (Pride) ถือเป็นบาปรากฐานที่ก่อให้เกิดบาปอื่น ๆ ทั้งหมด เพราะมันคือการตั้งตนเหนือพระเจ้า เหนือธรรมชาติ และเหนือผู้อื่น

    ตำนานที่เป็นตัวแทนของบาปนี้อย่างชัดเจนที่สุด คือ ลูซิเฟอร์” (Lucifer) เทวทูตผู้สูงศักดิ์และงดงามที่สุดในสวรรค์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเปล่งประกายดั่งแสงแห่งรุ่งอรุณ แต่กลับล่มสลายลงสู่ขุมนรกเพราะความเย่อหยิ่งในจิตใจของตน

    ตำนานความเย่อหยิ่ง ลูซิเฟอร์ เทวทูตแห่งแสงผู้ล้มสู่ความมืด

    คำว่า “ลูซิเฟอร์” มาจากภาษาละติน Lux Ferre หมายถึง “ผู้นำแสง” หรือ “ดาวรุ่งแห่งอรุณ” เขาเป็นหนึ่งในเทวทูตระดับสูงที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นก่อนกำเนิดโลก เพื่อเป็นผู้นำเหล่าทูตสวรรค์และดูแลความสมดุลของสวรรค์ ว่ากันว่าลูซิเฟอร์มีความงดงามเกินกว่าทูตสวรรค์ใด ๆ

    เสียงของเขาเปรียบเสมือนดนตรีแห่งสวรรค์ และปีกของเขาส่องประกายประดุจเพชร เขาได้รับความไว้วางใจจากพระเจ้าในฐานะผู้พิทักษ์แห่งแสงสวรรค์

     

    แต่ในความงามและเกียรติยศนั้นเอง เมล็ดพันธุ์แห่ง “ความเย่อหยิ่ง” ก็เริ่มงอกงามในใจของลูซิเฟอร์ เขาเริ่มมองเห็นตนเองว่าสมบูรณ์แบบจนไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้พระประสงค์ของพระเจ้าอีกต่อไป

    เมื่อพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นจากผงธุลีดิน และทรงเป่าลมหายใจแห่งชีวิตเข้าไป มอบอิสระทางจิตใจและเสรีภาพในการเลือก ลูซิเฟอร์กลับปฏิเสธที่จะคำนับต่อสิ่งมีชีวิตที่ต่ำต้อยกว่า เขามองว่ามนุษย์ไม่คู่ควรกับความรักและการคุ้มครองของพระเจ้า

     

    ความเย่อหยิ่งของลูซิเฟอร์จึงกลายเป็นการท้าทายอำนาจแห่งพระผู้เป็นเจ้า

    เขารวบรวมเหล่าทูตสวรรค์ที่เห็นด้วย ก่อกบฏบนสวรรค์ สงครามแห่งทูตสวรรค์จึงปะทุขึ้น โดยมีอาร์คแองเจิลไมเคิล (Archangel Michael) เป็นผู้นำกองทัพของพระเจ้า การต่อสู้นั้นดุเดือดจนฟ้าสวรรค์สั่นสะเทือน และในที่สุด ลูซิเฟอร์ก็พ่ายแพ้ ถูกขับออกจากสวรรค์พร้อมเหล่าผู้ติดตาม กลายเป็นปีศาจที่ตกสู่เหวลึกแห่งนรก

     

    เมื่อร่วงลงจากฟากฟ้า แสงแห่งลูซิเฟอร์ก็พลันมอดดับ เหลือเพียงความมืดและความเกลียดชัง เขากลายเป็น “ซาตาน”  ผู้ต่อต้านพระเจ้า และสาบานว่าจะล่อลวงจิตใจมนุษย์ให้หลงทาง

    เพื่อพิสูจน์ว่ามนุษย์ไม่คู่ควรกับความรักของพระองค์อีกต่อไป จากเทวทูตแห่งแสง เขากลายเป็น “เจ้าชายแห่งความมืด” (Prince of Darkness) ผู้ปกครองนรกและความสิ้นหวัง

     

    ตำนานของลูซิเฟอร์จึงเป็นภาพสะท้อนของความเย่อหยิ่งในใจมนุษย์ที่ไม่ต่างจากเขา เมื่อใดที่มนุษย์ลืมความถ่อมตนและหลงในอำนาจหรือความงามของตนเอง เมื่อนั้นพวกเขาก็กำลังเดินตามเส้นทางเดียวกับเทวทูตผู้ล้มสวรรค์ ความเย่อหยิ่งไม่เพียงทำให้มนุษย์แยกจากผู้อื่น แต่ยังทำให้แยกจากแสงสว่างในใจของตนเองด้วย

     

    ในเชิงปรัชญา ลูซิเฟอร์ยังถูกตีความในอีกมุมหนึ่งว่าเป็นสัญลักษณ์ของ “ความรู้” และ “อิสรภาพ” เขาเป็นผู้กล้าท้าทายอำนาจสูงสุดเพื่อแสวงหาความจริง

    แม้ต้องถูกสาปให้ตกต่ำตลอดกาล มุมมองนี้ทำให้ลูซิเฟอร์กลายเป็นตัวแทนของการตั้งคำถามต่ออำนาจและกฎเกณฑ์ แต่ก็เป็นคำเตือนด้วยว่า การแสวงหาอิสรภาพโดยไร้ขอบเขต อาจนำไปสู่ความพินาศ

     

    สนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟังศิริราช

  • ประวัติ คุณประจักษ์ ตั้งคารวคุณ  เจ้าของบริษัท TOA 

    ประจักษ์ ตั้งคารวคุณ (Prachak Tangkaravakoon) เจ้าของบริษัท TOAเป็นหนึ่งในนักธุรกิจชั้นนำของประเทศไทย ผู้มีบทบาทสำคัญในอาณาจักรธุรกิจ “ตั้งคารวคุณ” ซึ่งเน้นธุรกิจสีทาอาคาร โดยเฉพาะบริษัท TOA เพ้นท์ (ประเทศไทย) ตลอดจนความสัมพันธ์เชิงอิทธิพลในตลาดทุนและอุตสาหกรรมอื่นๆ

     

     ประจักษ์ ตั้งคารวคุณ เป็นหัวหน้าครอบครัวกลุ่มตั้งคารวคุณ ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจสีทาอาคารรายใหญ่ในไทย โดยหนึ่งในบริษัทรากฐานของกลุ่มคือ TOA เพ้นท์ (ประเทศไทย) ซึ่งเติบโตมากับการเป็น “เจ้าตลาด”สีทาบ้านในไทย 

     ในรายงานประจำปีของบริษัท Sherwood Chemical (บริษัทเคมีที่เกี่ยวข้อง) ระบุว่า ประจักษ์เคยดำรงตำแหน่งกรรมการในบริษัทนั้นด้วย 

     

    ประวัติ คุณประจักษ์ ตั้งคารวคุณ  เจ้าของบริษัท TOA 

     ครอบครัว ตั้งคารวคุณ ถูกจัดอันดับในกลุ่มอภิมหาเศรษฐีไทย โดย “ตระกูลตั้งคารวคุณ” เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในธุรกิจสีและตลาดทุน    เขายังมีบทบาททางสังคมและการกุศล: ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ประจักษ์นำกลุ่ม TOA

    ดำเนินโครงการ “TOA ไม่ทิ้งกัน” บริจาคกว่า 100 ล้านบาท เพื่อช่วยประชาชนและโรงพยาบาล รวมถึงตั้งโครงการฝึกอาชีพให้กับผู้ว่างงานผ่านหลักสูตรช่างทาสี ในปีพ.ศ. 2559

    เมื่อฉลองอายุครบ 72 ปี เขาและครอบครัวได้ทำบุญใหญ่ 9 วัด ตลอดทั้งปี และมอบทุนการศึกษาให้แก่พระภิกษุสงฆ์และนักเรียน 

     

     ประจักษ์ดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการ/ กรรมการบริหารของ TOA เพ้นท์มาเป็นเวลานาน แต่ล่าสุดเขาลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการแล้ว โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567  การเปลี่ยนถ่ายบทบาทธุรกิจ  เครื่องช่วยฟังคนหูหนวก    สู่รุ่นลูกนั้นชัดเจน โดยลูกชายของเขาหลายคนถูกผนึกเข้าในโครงสร้างธุรกิจ:

     

    ครอบครัวตั้งคารวคุณมีชื่อพัวพันกับกรณีทุจริตบัญชีใน STARK Corporation (บริษัทจดทะเบียน)

    โดยมีการกล่าวหาของสำนักงาน ก.ล.ต. และการสอบสวนว่ามีการตกแต่งบัญชี  อย่างไรก็ตาม แม้จะมีประเด็นโต้เถียง ประจักษ์และครอบครัวก็ยังถือหุ้นหลักใน TOA และยังคงมีอิทธิพลสำคัญต่อทิศทางธุรกิจสีในไทย

     ประจักษ์เน้นสร้างรากฐานธุรกิจสีทาอาคาร ซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องใช้ทุนสูงและมีการแข่งขัน แต่ TOA ภายใต้ครอบครัวตั้งคารวคุณสามารถยืนหยัดเป็นแบรนด์ใหญ่ได้อย่างยาวนาน 

     

     เขามองการทำธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม: โครงการช่วยเหลือในช่วงโควิดไม่เพียงช่วยประชาชนในระยะสั้น แต่ยังสร้างอาชีพให้ช่างทาสีใหม่ ๆ ซึ่งช่วยให้คนกลับมามีงานทำหลังวิกฤต 

    การส่งต่อตำแหน่งให้ลูกชาย (จตุภัทร์) เป็น CEO ถือเป็นกลยุทธ์สร้างความยั่งยืนให้กับอาณาจักรธุรกิจของครอบครัว โดยรักษาอำนาจและการควบคุมภายในกลุ่มอย่างแข็งแรง

     

    สรุปคือ   นายประจักษ์ ตั้งคารวคุณ คือบุคคลสำคัญในวงการธุรกิจไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสีทาอาคารผ่าน TOA ซึ่งเติบโตจากธุรกิจครอบครัวสู่บริษัทจดทะเบียนที่มีน้ำหนักทางการตลาดและทุนทรัพย์ขนาดใหญ่

    เขาผสมผสานการทำธุรกิจเชิงกลยุทธ์กับการให้ความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างชัดเจน แต่ก็ไม่พ้นจากความขัดแย้งในประเด็นทางบัญชีและการลงทุน ซึ่งเป็นบททดสอบต่อชื่อเสียงและอาณาจักรของตระกูลในระยะยาว.

  • การหยุดพฤติกรรมความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการเล่นเกม

    รู้หรือไม่ว่าคนในสมัยปัจจุบันนี้ตีตราว่าการเล่นเกมนั้น เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีการใช้ความรุนแรงเป็นอย่างมาก เพราะเนื่องด้วยในหลาย ๆ อย่างของการเล่นเกม ทำให้เด็ก ๆ ส่วนใหญ่นั้นมีพฤติกรรมการลอกเลียนแบบจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตนั่นเอง

     

    ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการเล่นเกม ดังนั้น ตึงทำให้ผู้ปกครองส่วนใหญ่ในสมัยปัจจุบันนี้มองว่าการเล่นเกมเป็นกิจกรรมที่ไม่ดี และไม่มีประโยชน์

    แต่รู้หรือไม่ว่า ไม่ว่าผู้ปกครองจะมองว่าการเล่นเกมนั้นไม่ดีแต่อย่างไร แต่เด็ก ๆ ส่วนใหญ่ รวมไปถึงผู้ใหญ่บางคนเองก็ยังคงให้ความสนใจกับการเล่นเกมกันอยู่ เพราะในมุมมองของคนที่เล่นเกมบ่อย ๆ นั้นะจมองว่าการเล่นเกมเป็นกิจกรรมที่ดี

    และเป็นกิจกรรมที่สามารถช่วยสร้างความเพลิดเพลิน สร้างความสนุกสนาน รวมไปถึงช่วยคลายเครียดได้เป็นอย่างดีอีกด้วย อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ปกครองคนไหนที่กำลังมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงจากการเล่นเกม

    วันนี้  คาสิโนเวียดนาม  เราก็จะมาแนะนำวิธีการที่จะช่วยให้คุณนั้นสามารถหยุดพฤติกรรมการลอกเลียนแบบความรุนแรงจากการเล่นเกมได้ ซึ่งก็เป็นวิธีง่าย ๆ สามารถใช้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลูกได้ จะมีวิธีอะไรกันบ้างนั้นไปดูกันเลย 

     

     

    • การฝึกฝนลูกให้มาก ๆ

    รู้หรือไม่ว่าการที่เราใช้เวลาอยู่กับลูกให้มาก ๆ หรือใช้เวลาในการฝึกฝนลูกให้เป็นคนที่อยู่ในวินัยอยู่เสมอ จะยิ่งทำให้เด็ก ๆ นั้นไม่ก้าวร้าว และไม่ค่อยใช้ความรุนแรง เพราะถึงแม้ว่าเด็ก ๆ ส่วนใหญ่มักที่จะลอดเลียนแบบพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงมากจากการเล่นเกมก็ตาม

    แต่หากเราหมั่นฝึกฝนลูกให้เป็นคนดี เป็นคนที่อยู่ในวินัยอยู่เสมอ เพียงแค่นี้เราก็จะสามารถช่วยให้ลูกไม่ใช้ความรุนแรงได้ 

     

    • การให้ความสำคัญกับคนในครองครัว

    แน่นอนว่าครอบครัวนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่เราควรให้ความสใส่ใจ เพราะการที่เราได้สานสัมพันธ์ที่ดีกับคนในครอบครัว ได้ใช้เวลาว่างอยู่กับคนในครอบครัวมาก ๆ จะทำให้เด็ก ๆ บางกลุ่มที่มีพฤติกรรมการใช้ความรุนแรง มีพฤติกรรมที่เบาลง

    เพราะหากเราได้ใช้เวลาอยู่กับคนในครอบครัวมาก ๆ จะทำให้เราได้ใช้วิธีของตนเองในการฝึกสอน สั่งสอน และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่าง่ายนั่นเอง 

     

    • การให้ความร่วมมือ

    สำหรับบ้านไหนที่กำลังมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงจากการเล่นเกม รู้หรือไม่ว่าการที่ให้ความร่วมมือกัน ถือเป็นวิธีที่จะช่วยให้เรานั้นสามารถหยุดพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงได้

    เพราะเด็ก ๆ ส่วนใหญ่ที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว มักที่จะได้พฤติกรรมดังกล่าวนั้นมากจากการเล่นเกม ดังนั้น หากเราให้ความรวมมือในการเล่นเกม และสอนเขาให้เลือกเล่นเกมที่ไม่มีการใช้ความรุนแรง หรือเราเองอาจจะเป็นคนเลือกเมกให้เขาเล่นเพื่อความเหมาะสมที่ดี 

     

  • บ้านรก! ภัยไม่ร้ายแต่รักษาไม่หาย ต้องทำแบบนี้

    บ้านรกอาจไม่ใช่ภัยร้ายแรงในทันทีทันใด แต่เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในหลายด้าน ทั้งความเครียด ความไม่มีประสิทธิภาพในการทำงานบ้าน และสุขอนามัยที่ไม่เหมาะสม หลายคนอาจมองว่าการจัดบ้านเป็นเรื่องยุ่งยากและไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร

    บ้านรก! ภัยไม่ร้ายแต่รักษาไม่หาย หากคุณเผชิญปัญหานี้ บทความนี้จะช่วยแนะนำวิธีจัดการบ้านรกอย่างเป็นระบบเพื่อคืนความสุขและความสบายใจให้กับชีวิตคุณ

     

    1. เริ่มจากพื้นที่เล็กๆ

    การจัดบ้านทั้งหลังอาจดูเหมือนงานใหญ่ที่ไม่รู้จบ ทางออกที่ดีที่สุดคือเริ่มจากพื้นที่เล็กๆ ที่จัดการได้ง่าย เช่น มุมห้อง ตู้เสื้อผ้า หรือโต๊ะทำงาน เลือกพื้นที่ที่สามารถเห็นผลได้เร็ว เพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้คุณอยากทำต่อ เช่น จัดโต๊ะรับแขกให้สะอาดแล้วเห็นความเปลี่ยนแปลงทันที จะช่วยเพิ่มกำลังใจให้คุณจัดพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

     

    1. คัดแยกสิ่งของด้วยกฎ 3 กล่อง

    จัดเตรียมกล่อง 3 ใบสำหรับคัดแยกสิ่งของ:

    – กล่องเก็บ: สำหรับของที่คุณยังใช้งานหรือจำเป็นต้องเก็บไว้

    – กล่องบริจาค: สำหรับสิ่งของที่ยังสภาพดี แต่คุณไม่ใช้แล้ว เช่น เสื้อผ้า ของเล่น หรือหนังสือ

    – กล่องทิ้ง: สำหรับของที่ชำรุดหรือไม่มีประโยชน์อีกต่อไป

    การคัดแยกนี้ช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นและลดความยุ่งเหยิงในบ้านอย่างรวดเร็ว

     

    1. กำจัดของที่ไม่จำเป็น

    บ้านรกมักเกิดจากการสะสมของที่ไม่จำเป็น ลองถามตัวเองว่า “ฉันใช้สิ่งนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไร?” หากคุณไม่เคยใช้มันในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา มีโอกาสสูงที่คุณไม่จำเป็นต้องเก็บไว้ การกำจัดของเก่าออกไปไม่เพียงช่วยเพิ่มพื้นที่ แต่ยังทำให้บ้านดูโล่งโปร่งขึ้น

     

    1. สร้างระบบจัดเก็บของให้เป็นระเบียบ

    ใช้กล่องเก็บของ ชั้นวาง หรือตู้ที่เหมาะสมเพื่อช่วยจัดระเบียบสิ่งของ การมีที่สำหรับทุกอย่าง เช่น กล่องสำหรับรีโมทคอนโทรล ลิ้นชักสำหรับอุปกรณ์ครัว หรือชั้นวางหนังสือ จะช่วยให้บ้านดูสะอาดตาและช่วยให้คุณหาของได้ง่ายขึ้น

     

    1. แบ่งเวลาเป็นส่วนเล็กๆ

    แทนที่จะพยายามจัดบ้านทั้งหมดในวันเดียว ให้แบ่งงานออกเป็นส่วนเล็กๆ ทำวันละ 15-30 นาที การทำทีละน้อยช่วยลดความเหนื่อยล้าและเพิ่มโอกาสที่คุณจะทำจนสำเร็จ

     

    6.ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

    การสร้างนิสัยที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ เช่น การเก็บของเข้าที่หลังใช้งานทุกครั้ง หรือทำความสะอาดเล็กๆ น้อยๆ ทุกวัน การจัดบ้านไม่ใช่แค่เรื่องของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้บ้านไม่กลับมารกอีกในอนาคต

     

    1. ทำให้การจัดบ้านเป็นเรื่องสนุก

    เปิดเพลงโปรดหรือพอดแคสต์ฟังขณะจัดบ้าน จะช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและทำงานได้เร็วขึ้น คุณอาจใช้โอกาสนี้จัดบ้านร่วมกับครอบครัวเพื่อสร้างความสามัคคีและบรรยากาศที่ดีในบ้าน

     

    1. ขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น

    หากปัญหาบ้านรกเกินกว่าที่คุณจัดการได้คนเดียว การขอความช่วยเหลือจากคนในครอบครัว เพื่อน หรือแม้แต่จ้างผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดระเบียบบ้าน อาจเป็นตัวเลือกที่ดีเพื่อให้คุณเริ่มต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

     

    การจัดบ้านให้เป็นระเบียบไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ภายในวันเดียว แต่ด้วยการทำทีละเล็กละน้อยและเปลี่ยนวิธีคิด คุณจะพบว่าการมีบ้านที่สะอาดและเป็นระเบียบช่วยให้คุณมีความสุข สบายใจ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

     

    สนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟังผู้สูงอายุ

  • การสะดือเหม็นและวิธีการแก้ไข

    สะดือเหม็น เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวันของหลายคน แม้ว่าจะไม่ได้เป็นเรื่องร้ายแรงต่อสุขภาพโดยตรง แต่ก็สามารถสร้างความไม่สบายใจและลดความมั่นใจในตัวเองได้ การสะดือเหม็นเกิดจากหลายสาเหตุ

    ซึ่งส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับการสะสมของสิ่งสกปรกและแบคทีเรียในบริเวณสะดือ บทความนี้จะอธิบายถึงสาเหตุ วิธีป้องกัน และวิธีแก้ไขปัญหาสะดือเหม็นอย่างเหมาะสม

    การสะดือเหม็นและวิธีการแก้ไข

    1. การสะสมของสิ่งสกปรก 

       สะดือเป็นส่วนของร่างกายที่มีลักษณะลึกและบางครั้งยากต่อการทำความสะอาด เมื่อเวลาผ่านไป เหงื่อ ไขมัน และเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วสามารถสะสมในสะดือ ทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์

     

    1. การติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรา 

       ความชื้นในบริเวณสะดือเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ที่ดีของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา โดยเฉพาะในคนที่มีเหงื่อออกมากหรือไม่ได้ทำความสะอาดสะดืออย่างเหมาะสม

     

    1. การเจาะสะดือ

       การเจาะสะดืออาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้ หากไม่ได้รับการดูแลความสะอาดที่ถูกต้อง

     

    1. ภาวะทางผิวหนัง  

       โรคผิวหนัง เช่น ผื่นแพ้ หรือสะเก็ดเงินในบริเวณสะดือ อาจทำให้เกิดกลิ่นเหม็นได้

     

     

    วิธีป้องกันการสะดือเหม็น

    1. รักษาความสะอาดเป็นประจำ  

       ทำความสะอาดสะดือทุกครั้งที่อาบน้ำ ใช้สบู่ที่อ่อนโยนและน้ำอุ่นเพื่อกำจัดสิ่งสกปรก โดยเฉพาะหลังทำกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกมาก

    1. หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีรุนแรง 

       การใช้สบู่หรือโลชั่นที่มีส่วนผสมของสารเคมีรุนแรงอาจทำให้เกิดการระคายเคืองและเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค

    1. สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี 

       เสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้ายหรือผ้าที่ช่วยดูดซับเหงื่อจะช่วยลดความชื้นในบริเวณสะดือ

     

     

    วิธีแก้ไขสะดือเหม็น

    1. ทำความสะอาดอย่างถูกวิธี

       – ใช้สำลีหรือผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นและสบู่ที่อ่อนโยน เช็ดทำความสะอาดภายในสะดือ  

       – ล้างออกด้วยน้ำสะอาด และซับให้แห้งด้วยผ้าขนหนูที่สะอาด  

    1. ใช้แอลกอฮอล์สำหรับฆ่าเชื้อ  

       สำหรับผู้ที่มีการสะสมของสิ่งสกปรกมาก สามารถใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดทำความสะอาดสะดือ แต่อย่าใช้แอลกอฮอล์มากเกินไปเพราะอาจทำให้ผิวแห้ง

    1. ใช้ยาฆ่าเชื้อราและแบคทีเรีย 

       หากสะดือเหม็นเกิดจากการติดเชื้อ สามารถใช้ครีมหรือยาฆ่าเชื้อราและแบคทีเรียที่หาซื้อได้ตามร้านขายยา

    1. ปรึกษาแพทย์  

       หากอาการไม่ดีขึ้นหลังการทำความสะอาดหรือสงสัยว่ามีการติดเชื้อที่รุนแรง ควรปรึกษาแพทย์  เครื่องช่วยฟังราคาเท่าไหร่ เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม

     

    คำแนะนำเพิ่มเติม

    – หากคุณมีสะดือแบบบุ๋ม ควรใส่ใจทำความสะอาดเป็นพิเศษ เนื่องจากมีโอกาสสะสมสิ่งสกปรกมากกว่าสะดือแบบเรียบ

    – สำหรับผู้ที่เจาะสะดือ ควรล้างสะดือด้วยน้ำเกลือและหลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่เจาะด้วยมือที่ไม่สะอาด

    – หมั่นสังเกตอาการ เช่น กลิ่นที่ผิดปกติ น้ำเหลือง หรือการบวมแดง หากพบควรรีบหาทางรักษา

  • โลกของเราในสายตาอารยธรรมอื่น มุมมองจากผู้สังเกตการณ์แห่งจักรวาล

    โลกของเราในสายตาอารยธรรมอื่น มุมมองจากผู้สังเกตการณ์แห่งจักรวาล

    เมื่อจินตนาการถึง “อารยธรรมอื่น” ที่อาจดำรงอยู่ท่ามกลางความกว้างใหญ่ของเอกภพ เรามักตั้งคำถามว่า หากพวกเขามองมายังโลกของเรา เขาจะเห็นอะไร? โลกที่เต็มไปด้วยความงดงาม ความขัดแย้ง ความซับซ้อน

    และการเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด จะถูกตีความเช่นไรจากสายตาที่ไม่ใช่มนุษย์สายตาที่มาจากสังคมที่อาจก้าวล้ำทางเทคโนโลยีหรือมีวิถีชีวิตที่ต่างออกไปอย่างสุดขั้ว

     

    สำหรับอารยธรรมที่พัฒนาเหนือกว่า การมองโลกจากระยะหลายปีแสงอาจทำให้พวกเขาเห็นเพียงดาวเคราะห์สีน้ำเงินใบเล็กที่ห่อหุ้มด้วยชั้นบรรยากาศบางเบา พวกเขาอาจตรวจพบสัญญาณของชีวิตผ่านองค์ประกอบทางเคมี เช่น ออกซิเจนหรือมีเทนในชั้นบรรยากาศ

    แต่ที่เหนือกว่านั้นคืออาจค้นพบสัญญาณของอารยธรรม เช่น คลื่นวิทยุที่มนุษย์ส่งออกไปในช่วงร้อยปีที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้อาจเป็น “เสียงสะท้อน” แรกที่บอกพวกเขาว่า โลกนี้ไม่ได้ว่างเปล่า

     

    แต่หากอารยธรรมเหล่านั้นมีวิธีการสังเกตลึกซึ้งยิ่งขึ้น หรือหากพวกเขาเคยมาเยือนโลกก่อนหน้า พวกเขาอาจเห็นโลกเป็นเวทีแห่งวิวัฒนาการตั้งแต่สมัยจุลินทรีย์แรกปรากฏตัว

    ไปจนถึงยุคที่เผ่าพันธุ์หนึ่งเรียนรู้การสร้างภาษา การเพาะปลูก การเดินเรือ และท้ายที่สุดคือการสร้างเมืองอันยิ่งใหญ่ การปล่อยยานอวกาศ และการพัฒนาเครื่องมือสื่อสารเชื่อมโลกทั้งใบ

    ในสายตาอารยธรรมที่ฉลาดและยืนยาวกว่ามนุษย์หลายหมื่นปี โลกอาจถูกมองว่าเป็น “อารยธรรมวัยเยาว์” ที่เพิ่งเริ่มก้าวแรกของการเข้าใจเอกภพ พวกเขาอาจเห็นความวุ่นวายของมนุษย์สงคราม ความขัดแย้ง

    การทำลายสิ่งแวดล้อมเป็นสัญญาณของสังคมที่ยังเติบโตไม่เต็มที่ ขณะเดียวกันพวกเขาก็อาจชื่นชมความงามของศิลปะ วัฒนธรรม ความเมตตา และความสามารถของมนุษย์ในการสร้างสรรค์สิ่งงดงามจากจินตนาการ

     

    อารยธรรมที่เน้นสันติอาจมองมนุษย์ด้วยความสงสารปนความหวัง เห็นเผ่าพันธุ์ที่ยังดิ้นรนเพื่อสมดุลระหว่างความเจริญและธรรมชาติ ส่วนอารยธรรมที่เน้นตรรกะอาจมองเราเป็นกรณีศึกษาเผ่าพันธุ์ที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อว่าจะทำลายโลกของตนเองหรือจะเรียนรู้วิธีฟื้นฟูดาวบ้านเกิด

     

    บางอารยธรรมอาจมองโลกเป็น “จุดของการทดลองทางวิวัฒนาการ” ในจักรวาลที่กว้างใหญ่ โดยเปรียบการจัดระเบียบสังคมและเทคโนโลยีของมนุษย์เป็นขั้นหนึ่งของการเติบโตทางจักรวาล

    ขณะที่อีกฝ่ายอาจมองโลกเป็นแรงบันดาลใจสถานที่ที่ชีวิตสามารถเกิดขึ้นได้แม้ในสภาพแวดล้อมธรรมดา ไม่ได้พิเศษแบบดาวยักษ์หรือหลุมดำลึกลับ

     

    แต่ไม่ว่าสายตาใดจะมอง โลกของเรายังคงเป็นสิ่งพิเศษในแบบของมันเองดาวเคราะห์ที่เต็มไปด้วยน้ำ ท้องฟ้าที่เปลี่ยนสีตามฤดูกาล ภูมิประเทศที่หลากหลาย และสิ่งมีชีวิตที่มีทั้งความเปราะบางและความแข็งแกร่ง

    อารยธรรมอื่นอาจมองเห็นโลกเป็นบ้านที่มีศักยภาพ ความงดงาม และบทเรียนมากมาย ทั้งสำหรับมนุษย์เองและสำหรับผู้สังเกตการณ์ในห้วงอวกาศ

     

     

    ได้รับการสนับสนุนโดย  Hoiana Casino

  • ถ้าโลกนี้ “ไม่มีแรงโน้มถ่วง” เป็นเวลา 5 นาที… โลกจะเป็นอย่างไร? 

    ถ้าโลกนี้ “ไม่มีแรงโน้มถ่วง” เป็นเวลา 5 นาที… โลกจะเป็นอย่างไร? 

    ถ้าโลกนี้ “ไม่มีแรงโน้มถ่วง” เป็นเวลา 5 นาที… โลกจะเป็นอย่างไร? 

    แรงโน้มถ่วงเป็นพลังพื้นฐานที่คอยดึงทุกสิ่งบนโลกไว้ด้วยกัน ทั้งมนุษย์ สิ่งของ น้ำในทะเล รวมถึงชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลกอยู่ หากวันหนึ่งแรงโน้มถ่วงหายไป เพียง 5 นาทีผลลัพธ์จะรุนแรงกว่าที่หลายคนคาดคิดอย่างมหาศาล

    เพราะมันไม่ใช่แค่การ “ลอยตัวสนุก ๆ” แบบในอวกาศ แต่คือเหตุการณ์ระดับโลกที่กระทบต่อโครงสร้างชีวิตของโลกทั้งหมดทันที

     

    วินาทีที่ 0–10: ทุกสิ่งเริ่มลอยขึ้นพร้อมกัน

    • ทันทีที่แรงโน้มถ่วงหยุดทำงาน สิ่งแรกที่เกิดขึ้นคือทุกสิ่งที่ไม่ถูกยึดติดอย่างแน่นหนาจะ “ลอยขึ้น” พร้อมกันในแนวตั้งขึ้นสู่ท้องฟ้า
    • มนุษย์ สัตว์ วัตถุ เฟอร์นิเจอร์ รถยนต์บนถนนล้วนถูกยกตัวขึ้น
    • น้ำในแก้ว ทะเลสาบ แม่น้ำ กระเด็นขึ้นเป็นหยดวงใหญ่
    •  ฝุ่นละออง เศษดิน หินเม็ดเล็ก ๆ ลอยฟุ้งไปทั่ว ทำให้ทัศนวิสัยลดลงอย่างมาก
    • เครื่องบินที่กำลังบินจะไม่ตก แต่จะ “ลอยออกจากเส้นทาง” จนควบคุมลำบาก เนื่องจากไม่มีแรงดึงของโลกคอยรักษาทิศทาง

     

    วินาทีที่ 10–60: ชั้นบรรยากาศเริ่มหลุดออกอย่างรวดเร็ว

    • แรงโน้มถ่วงไม่ใช่แค่ดึงเราไว้กับพื้นมันยังดึง “อากาศ” ไว้ด้วย  หากแรงโน้มถ่วงหายไป อากาศทุกชั้นในบรรยากาศจะเริ่มขยายตัวและลอยออกไปในอวกาศ
    • แม้จะเป็นเพียงไม่กี่นาที แต่ผลลัพธ์เริ่มเห็นได้ทันที:
    •  ผู้คนเริ่มหายใจลำบากเพราะความกดอากาศลดลง
    •  ลมแรงผิดปกติพัดพาอากาศออกจากพื้นโลก
    •  อุณหภูมิเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว
    • อากาศที่หายไปแม้เพียงเล็กน้อยก็เพียงพอทำให้มนุษย์ขาดออกซิเจนจนหมดสติได้ภายในไม่กี่สิบวินาที

     

    นาทีที่ 1–3: น้ำในมหาสมุทรเริ่ม “ลอยเป็นก้อนยักษ์”

    • ทะเลทั้งผืนจะไม่อยู่ในรูปแบบผิวน้ำอีกต่อไป แต่จะลอยขึ้นเป็นมวลน้ำขนาดมหึมาเหมือน “ก้อนเมฆน้ำ” ที่ไร้รูปร่าง
    •  เรือขนาดใหญ่ลอยขึ้นไปพร้อมกับน้ำ
    • สัตว์ทะเลถูกยกขึ้นเหมือนปลาในน้ำหนักศูนย์
    •  เมฆฝนปกติกลายเป็นหยดน้ำก้อนใหญ่ ๆ ที่รวมตัวกันอย่างไม่เป็นระเบียบ
    • เพียงเท่านี้ก็เพียงพอสร้างความปั่นป่วนระดับโลกอย่างรุนแรงมาก

     

    นาทีที่ 3–5: โลกเข้าสู่สภาพใกล้สูญพันธุ์

    • เมื่อเวลาผ่านมาถึงช่วงท้ายของ 5 นาที ผลกระทบจะรุนแรงถึงขั้น “เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล” แม้แรงโน้มถ่วงจะกลับมาในภายหลังก็ตาม
    • วัตถุที่ลอยขึ้นสูงจะตกลงมาที่พื้นด้วยแรงมหาศาลเมื่อแรงโน้มถ่วงกลับมา
    •  ก้อนน้ำยักษ์มหาสมุทรจะทิ้งตัวลงกลายเป็น “ซุปเปอร์สึนามิ” ขนาดยักษ์ทั่วโลก
    •  เครื่องบิน ดาวเทียม และวัตถุที่ลอยสูงจะพุ่งกลับมาเหมือนอุกกาบาต
    •  ผู้คนจำนวนมากจะได้รับผลกระทบจากแรงตกกระแทก สภาพอากาศที่เปลี่ยนไป และความปั่นป่วนของพื้นทะเล
    • แม้จะเป็นเหตุการณ์สั้นเพียง 5 นาที แต่ผลกระทบจะทำให้โลกเสียหายคล้ายถูกถล่มด้วยภัยพิบัติระดับดาวเคราะห์

     

    ได้รับการสนับสนุนโดย  hoiana

  • ข้อมูลเกี่ยวกับศิลปะและวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่นในยุค ซายน์ 

    เชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับยุค ซายน์ ของประเทศญี่ปุ่น เพราะเป็นยุคที่มีความเก่าแก่เป็นอย่างมาก 

    ศิลปะในยุค-ซายน์ (Heian period) ของประเทศญี่ปุ่นเป็นยุคที่เกิดขึ้นระหว่างปี  (794-1185 ) เป็นยุคที่มีการพัฒนาทางวัฒนธรรมและศิลปะอย่างสำคัญ ซึ่งมีลักษณะเป็นพื้นฐานของวัฒนธรรมญี่ปุ่นในภายหลังด้วยเช่นกัน

     

    ด้าน ศิลปะ

    1. อุทยาน: การสร้างอุทยานเป็นสิ่งที่มีความสำคัญในยุคนี้ โดยมีลักษณะที่เน้นความงดงามและความสง่างามของธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น อุทยานคิยอตัะมานะ (Kiyomizu-dera) และ อุทยานซินจุกุ (Shinjuku Gyoen) ที่ยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน
    2. อุทกภัย: การเขียนหรือวาดภาพที่อุทยานเป็นสิ่งที่มีความนิยมในยุคนี้ เช่น หนังสือมังกร (The Tale of Genji) ซึ่งเป็นหนังสือชิ้นหนึ่งที่มีความสำคัญและมีผลกระทบในวรรณกรรมโลก

     

    ยุคเอโดะ (Edo period) เป็นยุคที่สัมพันธ์กับการปกครองของตระกูลโทโกกะวัง (Tokugawa shogunate) ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ปี 1603 จนถึงปี 1868 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สำคัญของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมญี่ปุ่น ในยุคนี้มีประเพณีและวัฒนธรรมที่มีความเฉพาะเจาะจงอย่างมาก ดังนี้:

    1. สังคมศาสนาและวัฒนธรรม: ในยุคเอโดะมีการสร้างพื้นฐานของสังคมศาสนาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นในรูปแบบที่เราเรียกว่า “บุชิโด” (Bushi-do) หรือจริยธรรมของนักรบ มันเกิดขึ้นจากการผสมผสานระหว่างศาสนาชินโต (Shinto) และศาสนาบุดดิสต์ (Buddhism) ซึ่งส่งผลให้เกิดความเชื่อและปฏิบัติทางศาสนาที่มีผลต่อวัฒนธรรมของญี่ปุ่น
    2. ศิลปะ: ในยุคเอโดะมีการพัฒนาศิลปะอย่างมาก โดยเฉพาะการปั้นดินเผา (ceramics) และอุตสาหกรรมศิลปะอื่น ๆ เช่น การปั้นซุปรา (supara)

     

    สำหรับประเพณีและประเพณีทางวัฒนธรรมมากมายที่มีความสำคัญและเป็นที่นับถือของคนญี่ปุ่น. ซึ่งเราจะมีการยกตัวอย่างมาให้ทราบบางประเพณีที่มีขึ้นในยุคเอโดะได้แก่:

    1. โอบอน (O-bon): เป็นงานสารทูตทางศาสนาที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงวันที่ผู้รักษาการบูชาได้เสด็จสู่สวรรคาลัย มักจัดขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคมของปีทางญี่ปุ่น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนมักจะกลับไปยังบ้านเกิดเพื่อเทศนาในพื้นที่ศาสนา.
    2. โอชวะ (Oshogatsu): เป็นการฉลองวันปีใหม่ในประเทศญี่ปุ่น ที่จัดขึ้นในช่วงเดือนมกราคม ครอบครัวมักจะรวมตัวกันและทำพิธีล้างคลื่นบูชาเพื่อต้อนรับปีใหม่.
    3. ฮินามัตะ (Hinamatsuri): เป็นงานเฉลิมพระเกียรติสำหรับเด็กสาวที่จัดขึ้นในวันที่ 3 มีนาคมของทุกปี โดยมักจะวางบุคคลฉายาออกเป็นของขวัญและรำลึกถึงความรักและความสุขของเด็กผู้หญิงในครอบครัว.
    4. ชิจิมิ (Shichimi): เป็นการทำแหล่งดังในญี่ปุ่นที่มีต้นกำเนิดมาจากปี อันนา (Edo Period)

    นอกจากนี้ยังมีประเพณีอื่นอื่นอีกมากมาย ซึ่งสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมผ่านทาง Google

     

     

    ได้รับการสนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟังราคาถูก

  • ประวัติปราสาทบ้านพลวง

    ประวัติปราสาทบ้านพลวง

    ปราสาทบ้านพลวงเป็นโบราณสถานที่สำคัญของจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งมีความสำคัญทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และทางวัฒนธรรม เป็นปราสาทหินที่มีอายุประมาณพันปี

    โดยมีลักษณะสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นและเชื่อมโยงกับอาณาจักรขอมในช่วงยุคศตวรรษที่ 11-12 ปราสาทนี้ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่สำคัญของสถาปัตยกรรมขอมที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะขอมในยุคคลาสสิค

     

    ปราสาทบ้านพลวงตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านพลวง อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 150 กิโลเมตร ปราสาทนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 หรือประมาณศตวรรษที่ 11-12

    โดยมีการใช้ศิลปะขอมที่ได้รับอิทธิพลจากขอมในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปราสาทบ้านพลวงจึงเป็นอีกหนึ่งสถาปัตยกรรมที่สะท้อนถึงพัฒนาการทางสถาปัตยกรรมของอาณาจักรขอมในช่วงเวลานั้น

     

    การสร้างปราสาทบ้านพลวงมีจุดประสงค์เพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาฮินดูและการบูชาเทพเจ้าต่างๆ โดยเฉพาะพระศิวะ ซึ่งเป็นเทพเจ้าหลักในศาสนาฮินดู การก่อสร้างปราสาทบ้านพลวงใช้หินทรายในการสร้าง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีการก่อสร้างที่มีความประณีตและทักษะทางสถาปัตยกรรมที่สูงส่งในสมัยนั้น

     

     

    ลักษณะทางสถาปัตยกรรม

    ปราสาทบ้านพลวงเป็นปราสาทขอมแบบฮินดูที่มีลักษณะสถาปัตยกรรมที่สวยงาม โดยประกอบไปด้วยองค์ปราสาทหลักที่มีการตกแต่งด้วยประติมากรรมและการแกะสลักหินที่มีลวดลายสวยงาม ซึ่งสะท้อนถึงอิทธิพลของศิลปะขอมในสมัยนั้น รูปแบบสถาปัตยกรรมของปราสาทบ้านพลวงมีความคล้ายคลึงกับปราสาทอื่นๆ ในภูมิภาคอีสานและภาคกลางของประเทศไทย ที่สร้างขึ้นในยุคเดียวกัน เช่น ปราสาทพระขาวและปราสาทหินพิมาย

     

    ปราสาทนี้มีการตกแต่งด้วยภาพแกะสลักของพระศิวะและเทพเจ้าฮินดูอื่นๆ ซึ่งแสดงถึงการบูชาเทพเจ้าผ่านงานศิลปะและประติมากรรม รวมถึงการใช้เส้นสายในการสร้างลวดลายที่มีความประณีตและบ่งบอกถึงความเชื่อในเทพเจ้าฮินดู

     

    การค้นพบและการบูรณะ

    ปราสาทบ้านพลวงได้รับการค้นพบในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยนักโบราณคดีและนักสำรวจจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ หลังจากนั้นมีการบูรณะเพื่อรักษาความสมบูรณ์ของโบราณสถานแห่งนี้ โดยกรมศิลปากรได้มีการฟื้นฟูปราสาทบ้านพลวงเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าชมและเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมของอาณาจักรขอม

    ในปัจจุบัน ปราสาทบ้านพลวงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่สนใจในสถาปัตยกรรมขอมและประวัติศาสตร์ของอาณาจักรขอม

     

    ความสำคัญทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์

    ปราสาทบ้านพลวงเป็นหนึ่งในโบราณสถานที่สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของอาณาจักรขอมที่มีต่อดินแดนภาคตะวันออกของประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านสถาปัตยกรรมและศิลปวัฒนธรรมที่มีความเชื่อมโยงกับศาสนาฮินดู การศึกษาปราสาทบ้านพลวงจึงไม่เพียงแต่เป็นการศึกษาประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังช่วยให้เราเข้าใจถึงการผสมผสานของศิลปะและศาสนาในยุคขอมที่มีอิทธิพลต่อภูมิภาคนี้

     

    ด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม ปราสาทบ้านพลวงจึงเป็นโบราณสถานที่ควรค่าแก่การศึกษาและอนุรักษ์ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้และเข้าใจถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของอาณาจักรขอมและการพัฒนาของสถาปัตยกรรมในภูมิภาคนี้

     

    สนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง

  • แนะนำสถานที่ทำบุญขอพรที่เยาวราช 

    แนะนำสถานที่ทำบุญขอพรที่เยาวราช 

     

          สำหรับสถานที่ที่เราจะพาไปรู้จักกันในครั้งนี้เป็นสถานที่ที่ผู้คนมักจะเดินทางไปทำบุญและขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับชีวิตซึ่งจะเป็นสถานที่ที่ก่อสร้างอยู่แถวบริเวณถนนเยาวราช  มีสถานที่ไหนบ้างที่ได้รับความนิยมจากบรรดานักท่องเที่ยวเรามาดูกัน

           เจ้าแม่กวนอิมที่มูลนิธิเทียนฟ้า  

              สำหรับสถานที่แห่งนี้นั้นเป็นสถานที่ที่มีการอัญเชิญเจ้าแม่กวนอิมมาประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิมที่มีการอัญเชิญมานั้นอัญเชิญมาจากประเทศจีนและถูกอัญเชิญมาตั้งแต่ช่วงประมาณปีพ.ศ 2501 ด้วยสถานที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาเป็นมูลนิธิแห่งแรกในประเทศไทยอีกด้วย

    ซึ่งสำหรับไทยที่นับถือเจ้าแม่กวนอิมก็สามารถไปกราบไหว้ขอพรได้เนื่องจากเจ้าแม่กวนอิมองค์นี้นั้นมีอายุเก่าแก่ประมาณ 800-900 ปีมาแล้วถูกสร้างขึ้นมาจากไม้และนำมาแกะสลักโดยระบุว่าเจ้าแม่กวนอิมที่ประดิษฐานอยู่ที่มูลนิธิเทียนฟ้าแห่งนี้นั้นใช้ศิลปะยุคราชวงศ์ถังในการแกะสลัก แต่ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงยุคราชวงศ์ซ่ง

     

             ศาลเจ้าแม่กวนอิมฉื่อปุยเนี่ยเนี้ย  หรือ อาเนี้ยเก็ง  สำหรับการเจ้าแห่งนี้นับว่าเป็นศาลเจ้าที่มีความเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของเขตเยาวราชเลยก็ว่าได้ซึ่งที่นี่ผู้คนต่างก็พากันเดินทาง

    เพื่อมาขอพรและสักการะเจ้าแม่กวนอิมเจ้าแม่กวนอิมที่อยู่ที่ศาลเจ้าแห่งนี้นั้นเป็นปางประทานพรนั่งบนดอกบัว  ซึ่งชาวบ้านต่างก็ช่วยกันว่าจะช่วยขจัดปัดเป่าสิ่งที่ไม่ดีสิ่งที่เป็นอัปมงคลให้กับคนที่มาขอพร 

     

             ศาลเจ้าแม่ประดู่  สำหรับสถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่แถวบริเวณตลาดเก่าซึ่งศาลเจ้าแม่ประดู่นี้มีอายุมากกว่า 170 ปีแล้วโดยชาวบ้านที่มาสักการะขอพรก็มักจะมาขอเกี่ยวกับเรื่องราวของความรักโดยองค์เจ้าแม่นั้นสร้างขึ้นมาจากไม้ประดู่

     

              ศาลเจ้าสมาคมกวางตุ้ง สำหรับการเจ้าแห่งนี้เป็นศาลเจ้าของชาวจีนที่อพยพมาอยู่ประเทศไทยแล้วได้รวมตัวกันสร้างขึ้นมาโดยชาวจีนที่เดินทางมานั้นเดินทางมาจากมณฑลกวางตุ้งมาสร้างเป็นศาลเจ้าอยู่ที่เยาวราชซึ่งศาลเจ้าสมาคมกวางตุ้งนั้นจะมีที่เดียวในกรุงเทพฯคือที่เยาวราชเท่านั้น

     

             ศาลเจ้าเบ๊เอี๊ย สำหรับศาลเจ้าแห่งนี้เป็นอีกหนึ่งศาลเจ้าที่มีอายุเก่าแก่มากกว่า 130 ปีสำหรับใครที่นับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของจีนอย่างเช่นเจ้าพ่อกวนอูและเจ้าพ่อม้าแนะนำว่าควรจะต้องเดินทางมาที่ศาลเจ้าแห่งนี้

    เนื่องจากที่นี่นั้นเป็นอีกหนึ่งศาลเจ้าที่ชาวบ้านเชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์มากๆผู้คนมักจะนิยมเดินทางมาเพื่อสักการะเทพกวนอูกวนอูนั้นจะให้ศีลให้พรโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีความซื่อสัตย์สุจริตหากมาขอพรหน้าที่การงานก็เจริญก้าวหน้าและมีเจ้านายหรือบริวารที่ดีนั้นเอง 

     

     

    สนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟังราคาถูก